The 3rd International Conference on Gross National Happiness Conference 2007, Nongkhai & Bangkok, Thailand

www gnh3 movement
Newsletter subscribe

Subscribe Unsubscribe





Click to enlarge

Pictures GNH3 Youth Programme available here>>>



 

 

เว็บไซต์ GNH ของเราเปิดพื้นที่เนื้อหาภาษาไทยแล้ว
ท่านสามารถเข้าได้จากเมนูหลัก "ไทย" หรือจากลิงค์ด้านล่างนี้

 



"I feel that there must be some convergence among nations on the idea of what the primary objective of development and progress should be - something Gross National Happiness seeks to bring about".

                    H.M. Jigme Khesar Wangchuck



จีดีพี ดัชนีวัดความก้าวหน้า
ทันทีที่รัฐบาล (ปี พ.ศ. 2551) ประกาศว่าถึงแม้ประเทศไทยจะมีอัตราเงินเฟ้อสูงแต่ตั้งเป้าหมายอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยพิจารณาจากจีดีพีของประเทศไทยประมาณ 6% ถ้อยแถลงดังกล่าวก่อให้เกิดความรู้สึกที่ขัดแย้งของคนส่วนใหญ่ในประเทศ เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจจริงที่ตัวเองกำลังดิ้นรนอยู่ในชีวิตประจำวันที่ราคาสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่รายได้กลับไม่เพิ่มขึ้น ข้อสงสัยในความสัมพันธ์เหล่านี้กำลังกระจายแผ่กว้างมากขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างข่าวประชาสัมพันธ์ความสำเร็จของทางการในการกระตุ้นจีดีพีกับชีวิตจริงที่แต่ละคนสัมผัสอยู่ ซึ่งมีคำถามที่สำคัญว่า เศรษฐกิจที่ฟื้นตัวดีขึ้น มั่งคั่งขึ้นนี้ แท้จริงแล้วเป็นของใครเท่าใดและแลกมาด้วยอะไร?

จีดีพี ดัชนีวัดความก้าวหน้า

ทันทีที่รัฐบาล (ปี พ.ศ. 2551) ประกาศว่าถึงแม้ประเทศไทยจะมีอัตราเงินเฟ้อสูงแต่ตั้งเป้าหมายอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยพิจารณาจากจีดีพีของประเทศไทยประมาณ 6% ถ้อยแถลงดังกล่าวก่อให้เกิดความรู้สึกที่ขัดแย้งของคนส่วนใหญ่ในประเทศ เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจจริงที่ตัวเองกำลังดิ้นรนอยู่ในชีวิตประจำวันที่ราคาสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่รายได้กลับไม่เพิ่มขึ้น ข้อสงสัยในความสัมพันธ์เหล่านี้กำลังกระจายแผ่กว้างมากขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างข่าวประชาสัมพันธ์ความสำเร็จของทางการในการกระตุ้นจีดีพีกับชีวิตจริงที่แต่ละคนสัมผัสอยู่ ซึ่งมีคำถามที่สำคัญว่า เศรษฐกิจที่ฟื้นตัวดีขึ้น มั่งคั่งขึ้นนี้ แท้จริงแล้วเป็นของใครเท่าใดและแลกมาด้วยอะไร?

จีดีพีคืออะไร

จีดีพีหรือผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ(Gross Domestic Product-GDP) คือผลรวมสุดท้ายทั้งหมดของสินค้าและบริการที่ผลิตขึ้นภายในประเทศ และเป็นตัววัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งหมดที่สำคัญที่สุดของเศรษฐกิจระบบตลาด ผลรวมของจีดีพีจะเป็นตัวบ่งชี้ให้แก่นักเศรษฐศาสตร์และนักลงทุนให้เห็นการพัฒนาทางเศรษฐกิจ และสำหรับรัฐบาลเกือบทุกประเทศทั่วโลกได้ถืออัตราการเติบโตของจีดีพีเป็นเป้า หมายการบริหารแผ่นดินและตัวชี้วัดความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนของประเทศ

จีดีพีกลบเกลื่อนอะไรไว้?

จีดีพีได้กลายเป็นมาตรวัดผลิตภาพที่บ่งชี้ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามจีดีพีไม่สามารถสะท้อนภาพความจริงที่ให้ปรากฏ ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

1. ทรัพยากรธรรมชาติหมด : จีดีพีเพิ่ม จีดีพีถือเอาการสูญเสียทุนทรัพยากรธรรมชาติเป็นรายได้ การขุดเจาะเหมืองแร่ธาตุ น้ำมันและก๊าซต่างๆ ล้วนไปเพิ่มให้กับรายได้หรือจีดีพีโดยไม่ได้คิดคำนวณการหมดไปของทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้แล้วหมดไป ไม่อาจนำกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ แร่ต่างๆ หรือการเสื่อมถอยของผิวดิน จีดีพียังไม่ได้คิดคำนวณถึงการฟื้นฟูธรรมชาติที่พอจะกอบกู้มาได้ ที่ต้องใช้เวลานับร้อยนับพันปีอย่างป่าไม้ให้คืนสภาพ ดังนั้นค่าตัวเลขจีดีพีที่เพิ่มพูนขึ้น จึงย่อมหมายถึงการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติเช่นเดียวกัน

2. มลภาวะเพิ่ม : จีดีพีเพิ่ม การเพิ่มขึ้นของจีดีพียังหมายถึง การเพิ่มขึ้นของมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อมด้วย กล่าวคือ มลภาวะที่เพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของจีดีพี ไม่เคยถูกตรวจนับให้หักออกจากค่า จีดีพี แต่กลับบวกค่าใช้จ่ายใดๆ ก็ตาม ที่เกิดขึ้นเพื่อแก้ไขมลภาวะเป็นพิษเพิ่มเข้าไปให้กับจีดีพีอีกทอดหนึ่ง ในกรณีผู้ประสบภัยจากสารเคมีที่ตกค้างในอาหาร อากาศ น้ำดื่ม เหล่านี้จนเป็นเหตุให้ต้องรับการบำบัด รักษาพยาบาลอาการเจ็บป่วยและอื่นใด ล้วนถือเป็นการที่ต้องบวกเพิ่มให้กับจีดีพีทั้งสิ้น แทนที่จะต้องถือเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องหักออก

3. การกระจายรายได้ : จีดีพีปกปิด จีดีพีไม่ได้คำนึงถึงการกระจายรายได้ มิได้สะท้อนถึงความกินดีอยู่ดีของคนในประเทศ ถ้าประเทศนั้นมีความแตกต่างในการกระจายรายได้ การเติบโตของจีดีพี ก็จะส่งผลประโยชน์ต่อคนส่วนน้อยที่ถือครองทรัพย์สินส่วนใหญ่ ดังเช่นจากสถิติที่มีการสำรวจในปี 2007 คนที่รวยที่สุดในโลก 200 คนแรก มีทรัพย์สินอยู่กว่า 1 ล้านล้านเหรียญฯ และทรัพย์สินของมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุด 3 คนแรก ก็มีมูลค่ามากกว่าจีดีพีของประเทศที่ยากจนที่สุด ซึ่งมีประชากรกว่า 600 ล้านคน อีกนัยหนึ่ง คนที่ร่ำรวยที่สุด 3 คนแรกนั้น มีรายได้ทรัพย์สินมากกว่าจีดีพีของประเทศที่ยากจนที่สุด 48 ประเทศรวมกัน นอกจากนี้มีตัวเลขที่ระบุว่า คนที่ร่ำรวยที่สุดในโลก 225 คน แต่มีความมั่งคั่งเท่ากับรายได้ของประชากรโลกที่ยากจน ซึ่งมีอยู่ 47% ของประชากรโลก

4. กิจกรรมสร้างสรรค์ทางสังคม : จีดีพีไม่นับ จีดีพีไม่ถือเอากิจกรรมทางครอบครัว ชุมชน สังคมอันมีคุณค่าต่อเศรษฐกิจทั้งทางตรงและอ้อมมาพิจารณา ไม่ว่าจะเป็นการมีเวลาเพิ่มขึ้นในการใช้ชีวิตร่วมกันภายในครอบครัว ชุมชน หน่วยของสังคมวิชาชีพต่างๆ การอาสาสมัครร่วมไม้ร่วมมือในชุมชน อย่างการลงแขก งานบุญต่างๆ ขณะเดียวกัน เมื่อแต่ละสมาชิกในครอบครัว ในชุมชนที่ทุ่มเวลาแทบทั้งหมดของตน ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย สามีหรือภรรยา พ่อหรือแม่ มอบเวลาทั้งหมดของพวกเขาไปกับงานการผลิตบริการทั้งกลางวันและกลางคืนเพื่อกระตุ้นจีดีพีโดยไม่รู้ตัว ผลก็คือ เวลาว่างในการเอาใจใส่ต่อกันและกันเพื่อกิจกรรมสร้างสรรค์ของหมู่เหล่าต้องสูญเสียไป การห่างเหิน การไม่เข้าใจกัน การแตกร้าว การหย่าร้าง การแตกแยกในหน่วยชุมชน ไปจนกระทั่งการฆ่าตัวตายจากสภาพกดดันของภาวะสังคม มันกลับไม่นำเอาความสูญเสียเหล่านี้ไปหักออกจากจีดีพี

5. จีดีพีเพิ่ม ความสุขลด จีดีพีวัดความสุขของคนผ่านความร่ำรวย โดยเชื่อว่า ถ้าจีดีพีมีอัตราเพิ่มสูงมาก ประเทศจะร่ำรวยและคนจะมีความสุข เพราะคิดว่าการกินดีอยู่ดีจะทำให้คนมีความสุข ซึ่งไม่เป็นจริง เพราะคนมีความสุขหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นกับความรวยโดยเฉพาะอย่างยิ่งความสุขที่ยั่งยืนจีดีพีจึงไม่สามารถวัดความสุขที่แท้จริงของคนได้

ประเทศร่ำรวยมากๆ และมีจีดีพีสูงๆ หาใช่ว่าประชาชนของประเทศเหล่านั้น จะมีความสุขไม่ หลายประเทศที่มุ่งเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว เพื่อการก้าวเข้าสู่สถานะของการเป็นประเทศกินดีอยู่ดี ทำให้ประชาชนต้องทำงานกันอย่างเคร่งเครียด สุดท้ายก็ต้องไปบรรเทาความเครียดกันด้วยยาคลายเครียด ยานอนหลับหรือเข้าหาอบายมุข ซึ่งก็จะได้เพียงแค่ความสุขชั่วคราวแล้วก็กลับมาทุกข์ใหม่แถมบางครั้งทุกข์มากกว่าเดิม กลับกลายเป็นว่าการมุ่งสร้างจีดีพีสูงๆ แทนที่ประชาชนจะมีความสุข กลับกลายเป็นตัวเร่งให้ประชาชนมีความกดดันและความทุกข์มากยิ่งขึ้นไปอีก

จากข้อเท็จจริงทั้งหลายที่กล่าวมาข้างต้นนี้ จะเห็นได้ว่า จีดีพีได้ละเมิดสามัญสำนึกธรรมดาๆ ของคนทั่วไป โดยแท้จริง มันนำรวมเอาตัวเลขทั้งผลรับและผลจ่าย(ซึ่งควรหักออก) มาบวกรวมไว้ด้วยกัน มันรวมเอาตัวเลขทั้งทรัพย์สินและหนี้สิน(ซึ่งควรหักออก) มารวมเข้าด้วยกันหมด และจากรากของจีดีพีที่รัฐบาลใช้ยึดกุมเป็นเป้าหมายสูงสุดของการพัฒนาประเทศนี้เอง เต็มไปด้วยข้อบกพร่อง ความไม่สมบูรณ์ครบถ้วนมากมาย และไม่อาจสะท้อนภาพความมั่งคั่งของคนในชาติและยิ่งไม่ใช่คนส่วนใหญ่ในประเทศว่า เศรษฐกิจที่ฟื้นตัวดีขึ้น มั่งคั่งขึ้นนี้ แท้จริงแล้วเป็นของใครเท่าใดและแลกมาด้วยอะไร?

ดังนั้นการนำจีดีพีมาใช้เป็นดัชนีชี้วัดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอาจเป็นแนวคิดที่ผิดพลาด ทำให้เกิดการเร่งรัดการใช้ทรัพยากรจนนำไปสู่การพัฒนาประเทศที่ไม่ยั่งยืนในที่สุด

จากข้อบกพร่องของจีดีพี จึงนำมาสู่คำถามว่า ถ้าเช่นนั้นมีดัชนีอื่นที่ใช้ชัวัดการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนอีกหรือไม่ มีความพยายามให้คำตอบมากมาย เช่น ดัชนีวัดการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ดัชนีชี้วัดการพัฒนาของมนุษย์ กรีนจีดีพี จนมาถึงแนวคิดจีเอ็นเอช

จีเอ็นเอช : มุ่งสู่กระบวนทัศน์ใหม่เพื่อการพัฒนาประเทศ

ท่ามกลางวิกฤตด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นทั่วโลก มีการถกเถียงและอภิปรายอย่างกว้างขวางถึงการแสวงหาทางออกด้วยการที่มนุษย์ต้องปฏิวัติความคิดและเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม จน กระทั่งการประชุมนานาชาติที่จัดขึ้น ณ กรุงโซล ประเทศสาธารณรัฐเกาหลี ในปี พ.ศ.2541 นายกรัฐมนตรีเลียงโป จิกมี ธินเลย์แห่งประเทศภูฐาน ได้นำเสนอแนวคิดเรื่อง ความสุขมวลรวมประชาชาติ (Gross National Happiness : GNH) ซึ่งพระราชาธิบดีจิกเม ซิงเย วังชุก กษัตริย์แห่งภูฐาน ได้เสนอเพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศเมื่อกว่า 25 ปีที่แล้ว แนวคิดนี้ได้รับการทดสอบจากวิกฤตที่เกิดขึ้นกับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก แต่ประเทศภูฐานพิสูจน์ให้เห็นเด่นชัดขึ้นว่าท่ามกลางสถานการณ์โลกปัจจุบันจีเอ็นเอชเป็นกระบวนทัศน์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

จีเอ็นเอชนิยามของความดีงามและผลที่ตามมา

กรรมะ อุระ ผู้อำนวยการศูนย์ภูฐานศึกษา ได้ให้นิยามของจีเอ็นเอช ดังนี้ จีเอ็นเอช หมายถึง การสร้างสรรค์สังคมแห่งความรู้แจ้ง (Enlightened Society) และเป้าหมายสูงสุดของการบริหารรัฐคือ ความสุขและสุขภาวะของประชาชนทั้งประเทศ พูดให้ชัดเข้าก็คือ สุขภาวะของสรรพชีวิตทั้งหลายมีศักยภาพที่จะบรรลุพุทธภาวะ และเราต้องปฏิบัติต่อเขาเหล่านั้นในลักษณะนั้นด้วย มนุษย์ไม่ได้แตกต่างไปจากสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่มนุษย์สามารถจะเรียนรู้ได้มากกว่าเท่านั้นเอง ดังนั้นในสังคมจีเอ็นเอช ทัศนคติต่อพลเมืองจึงมีความหมายกว้างขวาง รัฐต้องบริหารงานเพื่ออำนวยประโยชน์สุขให้กว้างขวางไปกว่าการกระทำเพื่อประชากรมนุษย์เท่านั้น

การเปรียบเทียบลักษณะของจีดีพีกับจีดีเอช[1]

ศ.นพ.ประเวศ วะสี ได้เสนอตัวแบบการพัฒนาซึ่งกำหนดทิศทางไว้ที่จีดีพี กับกำหนดทิศทางไว้ที่ จีดีเอช มีลักษณะที่แตกต่างกันดังต่อไปนี้

 

จีดีพี

จีดีเอช

1. ทุนที่เป็นตัวเงิน

ทุนมนุษย์และสังคม

2. การแข่งขันอย่างเสรี

การอยู่ร่วมกัน

3. การค้าอย่างเสรี

การแลกเปลี่ยนแบบเลือกเฟ้น

4. ทำให้เกิดการบริโภค

ความพอเพียง  การออม

5. ลัทธิวัตถุนิยม

การพัฒนาทางวัฒนธรรมและจิตวิญญาณ

6. การไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

การเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

7. การพัฒนาแบบไม่สมดุล

การพัฒนาแบบมีสมดุล

 

จากการเปรียบเทียบตามตาราง จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าการพัฒนาในแนวทางจีดีพีก่อให้เกิดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ สังคมที่อ่อนแอและเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรม ในทางตรงกันข้ามจีดีเอชกลับนำสังคมกลับมามีความเป็นมนุษย์มากขึ้น มีการพัฒนาอย่างยั่งยืนด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

ความสำคัญของจีเอ็นเอชสำหรับทุกสังคมและทุกรัฐบาล 

1. ผลด้านสุขภาพ 
ในสังคมจีเอ็นเอชนั้นประชาชนจะมีสุขภาพดีและอายุยืนยาว  มีการค้นพบที่น่าสนใจมากชี้ให้เห็นว่า  ความสุขเกิดจากระบบภูมิคุ้มกันที่ดี  ซึ่งช่วยในการต้านทานโรคภัยไข้เจ็บและทำให้มีชีวิตยืนยาว และท้ายที่สุดแล้วก็จะเศรษฐกิจพึ่งตนเองไปได้อย่างคล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากขึ้น  เพราะสามารถลดรายจ่ายด้านการรักษาพยาบาลได้อย่างมากว่า

2.  ผลด้านเศรษฐกิจ 
คือกำไรทางเศรษฐกิจที่คุณจะได้รับ  เนื่องจากความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ที่เพิ่มพูนจะส่งผลเป็นทุนซึ่งไม่อาจจับต้องและมองไม่เห็น  ถ้าพลเมืองมีความสุข  พวกเขาก็จะมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์มากขึ้น  ช่างประดิษฐ์  ติดดินและรวมตัวกันได้มากขึ้น  ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจซึ่งขึ้นอยู่กับนวัตกรรมทางเทคโนโลยี การพัฒนาองค์กรและปัจจัยทั้งหลายที่ผลักดันเศรษฐกิจมีบทบาทมากขึ้น

3.  ผลต่อพลเมือง 
คือสมาชิกในสังคมสามารถรวมตัวกันเพื่อแสวงหาความสุขร่วมกัน  สิ่งนี้จะกระตุ้นคุณภาพของพลเมือง  การเห็นแก่ประโยชน์ของผู้อื่น  การช่วยเหลือสังคม  จะทำให้การร่วมมือขององค์กรทางสังคมเป็นไปได้

4.  ผลดีต่อระบบนิเวศ 
สังคมจีเอ็นเอชผู้คนมีความสุข  เขาก็จะไม่ถูกความรู้สึกขาดแคลนผลักดันให้บริโภคมากขึ้น  เขาจะมีวิจารณญาณในการเลือกบริโภคมากขึ้น  ดังนั้นการประหยัด  อนุรักษ์และการรู้จักใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสมจะทำให้เกิดผลดีแก่ระบบนิเวศน์อย่างเห็นได้ชัด

ทั้งนี้แนวทางการพัฒนาของประเทศภูฐานโดยยึดหลักความสุขมวลรวมประชาชาติ เป็นการรักษาความสมดุลระหว่างวัตถุนิยมและจิตวิญญาณนิยม การใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีโดยสูญเสียหรือมีต้นทุนทางสังคมให้น้อยที่สุด มีขอบเขตอยู่ 4 ด้านสำคัญคือ

  1. การพัฒนาเศรษฐกิจในแนวทางที่เป็นธรรม
  2. การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
  3. การส่งเสริมวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณี
  4. การมีธรรมาภิบาล

 

หลักการทั้ง 4 ข้างต้นจึงสามารถอธิบาย ได้ว่า

            ข้อที่หนึ่ง "การพัฒนาเศรษฐกิจสังคมอย่างยั่งยืนและเสมอภาค" ไม่ได้ปฏิเสธตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจที่ใช้อยู่เดิม  แต่มุ่งมองว่าการพัฒนาเศรษฐกิจนั้นจะต้องกระทำไปตามแนว "ทางสายกลาง" ที่ต้องรวมปัจจัยทางด้านวัฒนธรรมและปัจจัยทางด้านจิตใจ ในส่วนลึกของประชาชนเข้ามาพิจารณาประกอบด้วย

            ข้อที่สอง "การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม" เน้นว่าการพัฒนาใดๆ ไม่ว่าจะมาจากส่วนใดก็ตาม จะต้อง ไม่ทำลายความสมดุลระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ   โดยคำนึงว่าโลกที่เราอาศัยอยู่นี้มีสถานะเป็น "ชีวภาพที่อาจตายได้" (Mortal organism) จำเป็นจะต้องได้รับการบำรุงเลี้ยงและปกป้อง

            ข้อที่สาม "การรักษาและส่งเสริมวัฒนธรรม" เน้นที่คุณค่าของมนุษย์  ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้สังคมมีความหมาย มีความเอื้ออาทรต่อกันและทำให้สังคมสามารถดำรงอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ

            ข้อที่สี่ "การส่งเสริมการปกครองที่ดี" หรือ "ธรรมาภิบาล" (Good Governance) เป็นเงื่อนไขที่สำคัญที่สุดในการนำพาประชาชนไปสู่ "ความสุขมวลรวมประชาชาติ" ประเทศต่างๆกำลังถูกบีบให้เข้าสู่การปกครองแบบประชาธิปไตยหรือ "ธรรมาภิบาล" (การปกครองที่ดี)

            นายกรัฐมนตรีเลียงโป จิกมี ธินเลย์ ได้อธิบายว่า หากปราศจากธรรมาภิบาลแล้ว ก็ไม่มีเป้าหมายประการใดจะบรรลุผลสำเร็จได้ และถ้าดูโดยผิวเผินแล้ว เป้าหมายทั้ง 4 ประการอาจจะขัดแย้งกัน แต่โดยพื้นฐานแล้วกลับส่งเสริมซึ่งกันและกัน การดำรงรักษาวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมมักจะทำให้โครงการพัฒนามีค่าใช้จ่ายสูงกว่าในระยะสั้นแต่จะให้ผลคุ้มค่าในระยะยาว ทั้งนี้วัตถุประสงค์ทางด้านการส่งเสริมวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมจะเป็นปัจจัยที่ช่วยยับยั้งการไขว่คว้าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างมืดบอด และส่งเสริมการดำรงอยู่อย่างมั่นคงของทุนทางสังคมและสิ่งแวดล้อมต่อไป

            การลดความเห็นแก่ตัวและการกังวลถึงแต่ตนเอง มักจะถูกตีความว่าเป็นการหันหน้าหนีจากโลกที่เป็นอยู่และต่อต้านการพัฒนาหรือการเปลี่ยนแปลงในทางบวก แต่สำหรับสังคมภูฐานแล้ว การลดความกังวลถึงแต่ตนเองเป็นขั้นตอนสำคัญของกระบวนการสร้างข่ายใยความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ที่ให้ความสุขได้มากขึ้น

บทสรุป

ขอสรุปด้วยข้อเสนอแนะของ ศ.นพ.ประเวศ  วสี ดังนี้ “กระบวนทัศน์ใหม่ในการพัฒนาคือการใช้จีเอ็นเอชแทนจีเอ็นพี (จีดีพี) ต้องเป็นจิตสำนึกแบบใหม่ของมนุษยชาติเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข  แทนการเกลียดชัง  การแข่งขันและการทำลายดังที่แพร่หลายอยู่ในปัจจุบัน”


[1]จากการประชุมจีเอ็นเอช ณ สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย  โดยสถาบันฯ ร่วมกับบริษัทสวนเงินมีมา จำกัด ในปี 2547  ศ.นพ.ประเวศ  วะสี ขอใช้คำว่าความสุขมวลรวมภายในประเทศ (จีดีเอช) แทนคำว่าความสุขมวลรวมประชาชาติ เนื่องจากในช่วงดังกล่าวประเทศไทยส่วนใหญ่ใช้ความว่าความสุขมวลรวมภายในประเทศ 
pixel planet design